หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    เมษายน - 2557 
    อา
    พฤ
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    26
    27
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่อน
       
    อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรม...
       
    การคิดค่าเสื่อมของส่วนปรั...
       
    ส่งพนักงานไปเรียนต่อปริญญ...
       
    ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิต...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    ภาษีค่าสิทธิ (1)

     

    50_01_01_tax_monopoly_542

     

     

         ภาษีค่าสิทธิ (1)
          ค่าสิทธิ (Royalty) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เว้นแต่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย
          ค่าสิทธิที่จะต้องเสียภาษีเงินได้นั้น ผู้จ่ายค่าสิทธิมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ส่วนจะต้องหักในอัตราเท่าใดนั้น ย่อมแล้วแต่ว่าผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล
          หากผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นผู้มีหน้าที่ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้จ่ายค่าสิทธิจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (5% 10% 20% 30% 37% แล้วแต่ยอดเงินค่าสิทธิที่จ่าย) เว้นแต่ผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้หักในอัตรา 15% ของยอดเงินค่าสิทธิที่จ่าย (ประมวล-รัษฎากร มาตรา 50(2))
     แต่ถ้าผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ผู้จ่ายค่าสิทธิซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นจะต้องหักภาษี ณ   ที่จ่าย ในอัตรา 3% เว้นแต่เป็นการจ่ายค่าสิทธิให้แก่มูลนิธิหรือสมาคมที่มิใช่องค์การสาธารณ-กุศลตามประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หักในอัตรา 10% (คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3/2 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544)
          ภาษีหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวไม่ใช่ภาษีสุดท้าย (Final Tax) แต่ถือเป็นภาษีล่วงหน้า (Advance Tax) ผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิจึงมีหน้าที่นำเงินค่าสิทธิที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วแต่กรณี เป็นเงินภาษีเท่าใด ให้นำภาษีค่าสิทธิหัก ณ ที่จ่าย มาเครดิต ผลต่างก็คือภาษีที่ต้องเสียเพิ่มหรือมีสิทธิได้รับคืน แล้วแต่กรณี
          มีการหักภาษีค่าสิทธิ ณ ที่จ่ายอยู่กรณีหนึ่งที่ภาษีค่าสิทธิหัก ณ ที่จ่าย นั้น ถือเป็นภาษีสุดท้าย คือกรณีที่ผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย กรณีนี้ผู้จ่ายค่าสิทธิไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 70
          อย่างไรก็ดี ถ้าผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็น  ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement) กับประเทศไทย ก็อาจได้รับการลดอัตราภาษี กล่าวคือ หากผู้มีเงินได้จากค่าสิทธิเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ 1. เดนมาร์ก 2. เยอรมนี 3. ฝรั่งเศส 4. เนเธอร์แลนด์ 5. เบลเยี่ยม 6.อิตาลี 7. สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือ 8. โปแลนด์ 9. สาธารณรัฐเชค 10. สวิตเซอร์แลนด์ 11. อิสราเอล 12. สหรัฐอเมริกา 13. มอริเชียส 14. สเปน 15. ไซปรัส 16.บัลแกเรีย และ17. ฮ่องกง และเงินค่าสิทธินั้นเป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิ ในงานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์ ให้ลดอัตราภาษีจาก 15% เหลือเพียง 5%
          นอกจากนี้ อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศแคนาดาได้ลดอัตรา  ภาษีค่าสิทธิเหลือ 5% ถ้าเป็นการจ่ายค่าสิทธิ  การผลิต ออกแบบ วรรณกรรม ละคร ดนตรี งานศิลปะและอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศปากีสถานและอินโดนีเซีย ให้ลดอัตราภาษีค่าสิทธิเหลือ 10% ถ้าเป็นการจ่ายค่าสิทธิในงานวรรณกรรม ศิลปกรรมหรือวิทยาศาสตร์
          อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐเชคและฮ่องกงก็ลดอัตราภาษีเหลือ 10% หากเป็นการจ่ายค่าสิทธิประเภทสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หุ่นจำลอง แผนผังหรือกรรมวิธีลับใดๆ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เช่นเดียวกัน ค่าสิทธิประเภทเครื่องหมายการค้า แบบ หรือหุ่นจำลอง แผนผัง สูตรลับ หรือกรรมวิธีลับใดๆ ลดอัตราภาษีเหลือ 10%
          อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศนิวซีแลนด์ ค่าลิขสิทธิ์และค่าสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์ และฟิล์ม เทป วิทยุ โทรทัศน์การส่งหรือรับสัญญาณภาพหรือเสียงสาธารณะ ก็ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เช่นเดียวกัน
     อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศไซปรัส ค่าสิทธิในการใช้อุปกรณ์หรือ ข้อสนเทศเกี่ยวกับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์ ลดอัตราภาษีเหลือ 10% ส่วนอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาและสเปน ค่าสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์ ลดอัตราภาษีเหลือ 8% 
          ค่าสิทธินอกจากจะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ ผู้รับค่าสิทธิที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากผู้จ่ายค่าสิทธิพร้อมออกใบกำกับภาษีให้ด้วย แต่ถ้าผู้รับค่าสิทธิมิได้เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่า-เพิ่มในประเทศไทย และได้รับเงินค่าสิทธิจากผู้จ่ายในประเทศไทย ผู้จ่ายก็มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ของค่าสิทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6

          ความหมายของค่าสิทธิ
          ประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายของ ค่าสิทธิไว้ แต่ “ค่าสิทธิ” ตามที่ปรากฏในอนุสัญญาภาษีซ้อนโดยทั่วไป หมายถึงค่าตอบ แทนในกรณีใดกรณีหนึ่งใน 3 กรณีดังต่อไปนี้
         1. ค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิ ในการใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์ (รวมทั้งฟิล์มภาพยนตร์ หรือเทปสำหรับการเผยแพร่ทางวิทยุหรือโทรทัศน์ด้วย) สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่น
     ค่าสิทธิในกรณีนี้คือค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา1 ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement) อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ จะถือว่าค่าตอบแทนในกรณีนี้เป็นค่าสิทธิ
          2. ค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ 
          ค่าตอบแทนในกรณีนี้ในความเป็นจริงเป็นค่าเช่าอุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์ เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร ตามปกติถือเป็นเงินได้ประเภทกำไรจากธุรกิจ (Business Profit) ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ฉะนั้น หากผู้ให้เช่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทยและมิได้มีสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment) ในประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยก็เก็บภาษีไม่ได้ เงินค่าเช่าดังกล่าวจะได้รับยกเว้นภาษี ผู้จ่ายค่าเช่าจึงไม่ต้องหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย อย่างไรก็ดี อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศส่วนใหญ่ รวม  35 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แคนาดา ออสเตรเลีย สวีเดน เวียดนาม ฮังการี ศรีลังกา สาธารณรัฐ-เชค สวิตเซอร์แลนด์ อิสราเอล แอฟริกาใต้ โรมาเนีย สหรัฐอเมริกา ลาว ลักเซมเบอร์ก เนปาล สเปน สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไซปรัส บัลแกเรีย อาร์เมเนีย บาห์เรน โอมาน สโลเวเนีย ยูเครน และฮ่องกง ถือว่าค่าเช่า ดังกล่าวเป็นค่าสิทธิ ไม่ถือเป็นกำไรจากธุรกิจ ฉะนั้น แม้ผู้ให้เช่าจะไม่มีสถานประกอบการอยู่ ในประเทศไทย ประเทศไทยก็เก็บภาษีได้ ผู้จ่ายค่าเช่าจึงต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะได้รับการลดอัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนดังกล่าวมาแล้ว
          อย่างไรก็ดี อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นไม่ถือว่าค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์เป็นค่าสิทธิ  ขณะเดียวกันก็ไม่ถือเป็นกำไรจากธุรกิจ เพราะข้อ 7 วรรค 8 ของอนุสัญญาฯ ไม่ให้ถือค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นกำไรจากธุรกิจ แต่ให้ถือเป็นเงินได้ที่มิได้เกี่ยวข้องกับเงินได้ในข้อก่อนๆ ของอนุสัญญาฯ ประเทศแหล่งเงินได้จึงมีสิทธิเก็บภาษีได้ตามข้อ 20 วรรค 3 ของอนุสัญญาฯ
     ตัวอย่าง
          บริษัท ก. ซึ่งอยู่ในประเทศไทยทำสัญญาเช่าเครื่องจักรจากบริษัท J ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแหล่งเงินได้ย่อมมีสิทธิเก็บภาษีได้ บริษัท ก. จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งในอัตราร้อยละ 15 ของค่าเช่าที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70
     3. ค่าตอบแทนเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรืออาจเรียกว่า “ค่าวิทยาการ (Know-how)” ก็ได้
    ค่าวิทยาการหมายถึงค่าตอบแทนที่จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์พิเศษทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งยังมิได้เปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ผู้ให้วิทยาการไม่ต้องลง มือดำเนินการใดๆ และไม่ต้องรับประกันว่าความรู้ความชำนาญหรือประสบการณ์พิเศษของตนจะให้ผลสำเร็จตามความประสงค์ของผู้จ่ายเงิน
          ตัวอย่าง
          บริษัท ก. ประกอบกิจการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันอันเป็นกิจการที่ต้องใช้เทคนิคและความรู้ในเชิงวิทยาการชั้นสูงโดยเฉพาะ แต่บริษัท ก. มีขีดความสามารถในวิทยาการด้านนี้น้อย จึงทำสัญญากับบริษัท ข. ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลในทางวิทยาศาสตร์ด้านขุดเจาะน้ำมัน เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันแก่บริษัท ก. โดยบริษัท ก. ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ แต่ไม่มีสิทธินำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวไปเปิดเผย อันเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งเรียกขานกันในปัจจุบันว่า “สัญญาให้ใช้สิทธิ” สิ่งที่บริษัท ก. ได้มานั้น จึงเป็นข้อสนเทศเกี่ยวกับความรู้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสิทธิในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ค่าตอบแทนที่บริษัท ก. จ่ายให้บริษัท ข. จึงเป็นค่าสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน บริษัท ก. จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 (คำพิพากษาฎีกาที่ 4043/2535 (บริษัทไทยเซลล์เอ็กซพลอเรชั่นแอนด์โปรดักชั่น จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย))
     ค่าตอบแทนในกรณีที่ 3 นี้ อนุสัญญาภาษี-ซ้อนที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ จะถือเป็นค่าสิทธิ
     ข้อพิจารณา
          การจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาอนุญาต ให้ใช้สิทธิหรือสัญญาให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement) นั้น อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ ถือเป็นค่าสิทธิ แต่การจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาหรือสัญญาซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญานั้น อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยทำไว้กับบางประเทศ ไม่ถือเป็นค่าสิทธิ เช่น อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก ฯลฯ จะถือเป็นเงินได้ประเภทผลได้จากทุน (Capital Gain) ประเทศ ผู้ซื้อจะเก็บภาษีได้หรือไม่ย่อมแล้วแต่ข้อตกลงในอนุสัญญา เช่น อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับเนเธอร์แลนด์ ประเทศผู้ซื้อเก็บภาษีไม่ได้ ประเทศผู้ขายเท่านั้นที่เก็บภาษีได้ (ข้อ 14 วรรค 4) แต่ถ้าเป็นอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศผู้ซื้อเก็บภาษีได้ (ข้อ 13 วรรค 4)
          อย่างไรก็ดี มีอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยทำไว้กับบางประเทศ ถือว่าค่าตอบแทนการขายหรือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นค่าสิทธิ เช่น อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ปากีสถาน ฟินแลนด์ แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก มอริเชียส แอฟริกาใต้ ประเทศผู้ซื้อจึงเก็บภาษีได้ กรณีผู้ซื้อเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย จึงต้องหักภาษีเงินได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ที่จ่าย เว้นแต่อนุสัญญาบางฉบับกำหนดให้เสียภาษีในอัตราต่ำกว่านี้ ก็ให้หักภาษีในอัตรานั้น เช่น อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับปากีสถาน กำหนดให้เสียเพียงร้อยละ 10 หากเป็นค่าตอบแทนเพื่อการจำหน่ายงานวรรณกรรม ศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ ก็ให้หักภาษีในอัตรา ดังกล่าว หรืออนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนี กำหนดให้เสียเพียงร้อยละ 5 ถ้าเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ ก็ให้หักภาษีในอัตราดังกล่าว
          ตามที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความหมายของค่าสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศต่างๆ เหมือนกันเฉพาะความหมายที่ 1 และที่ 3 ส่วนความหมายที่ 2 นั้น  ยังมีบางอนุสัญญาไม่ถือเป็นค่าสิทธิ และกรณีการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญานั้น อนุสัญญาภาษีซ้อนบางฉบับก็ถือเป็นค่าสิทธิ แต่บางฉบับก็ไม่ถือเป็นค่าสิทธิ แต่ถือเป็นผลได้จากทุน
    (ต่อฉบับหน้า)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     
     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.