หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    เมษายน - 2561 
    อา
    พฤ
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    20
    21
    22
    24
    25
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    วิสัยทัศน์การบริหารระบบเศรษฐิจ

     1_337

          1.บทนำ

         ทำไมการบริหารระบบเศรษฐกิจจึงยังมีความผิดพลาดอยู่เสมอ ถึงแม้จะมีผู้รู้วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นจำนวนมาก แต่การบริหารระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ก็ยังล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านี้ ที่มักพูดกันว่าการบริหารระบบเศรษฐกิจจะต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้ โดยข้อเสนอแนะจากมุมต่างๆ หลายครั้งมีความเห็นตรงกันข้าม

        อาจเป็นเพราะทฤษฏีการบริหารระบบเศรษฐกิจมีหลายทฤษฏี และสิ่งแวดล้อมรอบๆ ระบบเศรษฐกิจก็มีเงื่อนไขหลายอย่างที่แตกต่างกันไป บางท่านเสนอให้ใช้วิธีการบริหารระบบเศรษฐกิจของประเทศใหม่ที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐฯ เพื่อมาบริหารระบบเศรษฐกิจของประเทศเล็กที่กำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งมีการอ้างอิงใช้กันอยู่เป็นจำนวนมาก

         บางท่านใช้การหาตัวเลขทางสถิติมายืนยันว่าทฤษฎีนั้น ทฤษฏีนี้ผิด ใช้ไม่ได้ แต่สถิติที่ถูก นำมาอ้างอิงเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นผลลัพธ์จากเงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจและภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างมาก บางท่านใช้วิชาการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจระยะยาวมาอธิบายวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น

          2.การบริหารระบบเศรษฐกิจระยะสั้นกับระยะยาว

         การบริหารระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น ต่างจากระยะยาว ปัญหาปัจจุบันคือ จะทำอย่างไรให้มีความเข้าใจการใช้ทฤษฏีให้เข้ากับเงื่อนไข สิ่งแวดล้อม ผู้เขียนเสนอว่า การบริหารระบบเศรษฐกิจเหมือนการวางแผนชีวิต ซึ่งมี (1) เรื่องของการพัฒนาในระยะยาว และ (2) เรื่องของการปรับความเหมาะสมในระยะสั้น

         ทุกคนก็วางแผนระยะยาวว่า ชีวิตของตนจะเจริญเติบโตอย่างไร จะเรียนหนังสืออย่างไร จะมีตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างไรในช่วงต่างๆของชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน ในระยะสั้นแต่ละวันก็จะต้องดูแลความเหมาะสมของการดำเนินชีวิตประจำวัน ต้องกินอาหาร ออกกำลังกาย ต้องพักผ่อน หากบริหารชีวิตระยะสั้นในแต่ละวันไม่เหมาะสม การพัฒนาชีวิตในระยะยาวก็อาจจะไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร

         การบริหารระบบเศรษฐกิจจึงมีทั้ง (1) ระยะยาว คือ จะทำอย่างไรให้การจัดสรรทรัพยากรและผลผลิตที่มีจำกัด ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนในชาติอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกัน และ (2) ระยะสั้น คือ จะทำอย่างไรให้มีการใช้ปัจจัยการผลิต ทั้งแรงงานและความรู้ ทุนและเทคโนโลยี และที่ดิน อย่างเต็มประสิทธิภาพ

         อาจกล่าวได้ว่าการบริหารระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ก็คือ (1) การจัดสรรทรัพยากร หรือผลผลิตสินค้าและบริการที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อ (2) ตอบสนองความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ เช่น เมื่อรัฐบาลได้ตัดสินใจให้โยกย้ายทรัพยากรให้กลุ่มใดมากขึ้นกลุ่มอื่นๆ ก็จะได้ทรัพยากรน้อยลง

         คำพูดที่ว่า
    "No free lunch: ไม่มีอะไร ได้มาฟรีๆ" จึงถูกต้องในกรณีนี้ เช่น การโอน เงินงบประมาณของรัฐบาลไทยไปจัดสรรในการป้องกันประเทศ ก็ย่อมทำให้มีทรัพยากรน้อยลงสำหรับให้กลุ่มอื่นๆ

        วิธีการบริหารเศรษฐกิจในระยะยาวเช่นนี้ เราจะใช้ทฤษฏีของสำนักคลาสสิก (Classics) ซึ่งรวมทั้งสำนัก Monetarists Real Business และ Rational Expectations ทั้งหลายคือ เราเชื่อว่าปัจจัยการผลิต คือทุนรวมทั้งเทคโนโลยี และแรงงานรวมทั้งความรู้ของระบบเศรษฐกิจสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ผลิตได้เต็มที่แล้ว ในระยะยาวจึงเหลือเพียงการจัดกลไกว่า ปัจจัยเหล่านั้นจะผลิตสินค้าและบริการอะไร (What) เมื่อไร (When) อย่างไร (How) และเพื่อใคร (For Whom) เพื่อตอบสนองต่อสังคม

        โดยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจะใช้กลไกราคา ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมจะใช้ วิธีการวางแผนจากส่วนกลาง โดยทั้ง 2 ระบบนั้น รัฐบาลมีส่วนในการจัดสรรส่วนแบ่งของผลประโยชน์เหล่านี้ด้วย รัฐบาลจะเก็บภาษีจากทุกๆ ส่วนของสังคม และจัดสรรคืนไปให้แก่ประชาชนตามนโยบาย

         อย่างไรก็ตามในการบริหารระบบเศรษฐกิจระยะสั้น ยังมีส่วนที่ต้องระวังก็คือ ตัวปัจจัยการผลิตเอง คือแรงงานและสติปัญญา ทุนและเทคโนโลยีรวมที่ดิน อาจทำงานไม่เต็มที่ ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ได้ผลผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น (ในที่นี้ เราได้สมมติว่าการผลิตสินค้าและบริการเหล่านั้นได้ระมัดระวังเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษ และปัญหาคอร์รัปชั่นไว้แล้ว)

         หากเราสามารถหามาตรการเพื่อทำให้การใช้ปัจจัยการผลิตดีขึ้น ก็จะเป็นการ "ได้อะไรมาฟรีๆ" ดังนั้นคำถามที่กล่าวว่า "ในโลกนี้ไม่มีของฟรี" จึงอาจไม่เป็นจริง ในกรณีนี้การที่นักเศรษฐศาสตร์บางท่าน กล่าวว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ จึงไม่ถูกต้องเสมอไป ความจริงแล้ว การบริหารปัจจัยการผลิตให้ดีขึ้น จะเป็นการได้ผลผลิตมากขึ้นโดยไม่มีต้นทุนค่าเสียโอกาส จึงเป็นการได้ของฟรีเพิ่มขึ้นจริงๆ

         ข้อความข้างต้นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน จึงเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และทำไมประเทศพม่า ปากีสถาน จึงไม่ค่อยเจริญเติบโต

         โดยทั่วไป ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศมักประสบปัญหาการใช้ปัจจัยการผลิต ที่ไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าๆ กับปัญหาการแบ่งสรรทรัพยากรและผลผลิตให้กับประชาชน

         ประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ปัจจัยไม่มีประสิทธิภาพ จะมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเพียงร้อยละ 3-4 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ปัจจัยการผลิตได้เต็มที่จะเจริญเติบโตได้ถึงร้อยละ 7-8 ข้อเปรียบเทียบนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศในกลุ่มแรกไม่เข้าใจถึงวิธีการ ใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม

          3.สาเหตุที่ทำให้การใช้ปัจจัยทุนและแรงงานไม่เต็มที่

          1) การขาดความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครอง เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้กฎหมายจนคาดเดาไม่ได้ ขาดความยุติธรรม ไม่เป็นที่ยอมรับของโลก คนทั้งในและต่างประเทศก็จะลงทุนในประเทศนั้นน้อยลง โดยไปลงทุนในประเทศอื่นมากขึ้น ที่เขามีความเชื่อมั่น คาดเดาได้ มีการใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม การลงทุนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ก็หมายถึงอัตราการเพิ่มปัจจัยทุนที่น้อย ทำให้สามารถสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นน้อยลงด้วย

            ในทางตรงข้าม การสร้างความเชื่อมั่น ความยุติธรรม ความโปร่งใสตรงไปตรงมาจะทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอก ปัจจัยการผลิตด้านแรงงานก็จะได้ทำงานกับเครื่องมือเครื่องจักรมากขึ้น รายได้ก็จะมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น

             2) การตั้งกลไกราคา การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งเกินไป ทำให้ผลผลิตที่ได้มีราคาสูงในสายตาผู้ซื้อต่างชาติ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ ผลก็คือ การส่งออกสินค้าได้น้อยลง ทำให้ผลิตได้น้อยลง ทำงานน้อยลง มีรายได้น้อยลง ทำให้การบริโภคภายในประเทศน้อยลง การใช้ปัจจัยทุนและแรงงานจึงไม่เต็มประสิทธิภาพ การรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมไม่แข็งเกินไป จะทำให้การส่งออกสินค้ามากขึ้น สินค้าที่ผลิตภายในประเทศที่แข่งกับนำเข้าก็จะขายได้มากขึ้นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้จะทำให้คนในชาติได้ทำงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็เจริญเติบโตเร็วขึ้น

            3) การใช้นโยบายการเงินภายในประเทศที่เข้มงวดเกินไป มีปริมาณเงินท้องถิ่นในระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดการแย่งเงินกันในอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไป เป็นผลให้ต้นทุนกู้ยืมสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้กิจกรรมทั้งด้านการลงทุนและด้านการบริโภคน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้มีการผลิตน้อยลง การใช้นโยบายการเงินที่อัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป จะทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถใช้ปัจจัยการผลิต ได้เต็มที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น

             การแก้ไขปัญหาข้างบนดังกล่าว จะทำให้ระบบเศรษฐกิจเจริญเติบโตในแต่ละวันมากขึ้น ซึ่งเป็นการได้ของฟรีเพิ่มขึ้นมาเฉยๆ หากไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ ระบบเศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโตต่ำ เครื่องมือเครื่องจักรก็จะทำงานต่ำระดับ แรงงานก็มีงานทำน้อยกว่าที่ควร ประเทศจะสูญเสียโอกาสสร้างความเจริญเติบโตในแต่ละวันไปเลย เพราะเวลาในแต่ละวันหมดไป เราเก็บเวลาไม่ได้

            4.วิสัยทัศน์และแนวคิดพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

              ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและความน่าเชื่อถือ ในช่วง พ.ศ. 2543-2547 ความเชื่อถือขึ้นไปสูงมาก ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดูดีมาก สามารถสร้างการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มาก การปรับปรุงโครงสร้างบริการพื้นฐานต่างๆ จะมีแหล่งทุนจำนวนมาก หาได้ง่าย นักลงทุนอยากเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปการออกแบบและการก่อสร้าง ในช่วงนั้น จะสังเกตได้ว่า มีกรอบคิดต่างๆ ออกมามากมาย เช่น กรอบคิดเรื่องค่าเงินอ่อน อัตราแลกเปลี่ยนอ่อน กรอบคิดเรื่องเทคโนโลยีของโลกเป็นเทคโนโลยีของเรา ความรู้ของโลกเป็นความรู้ของเรา เรื่องทรัพย์สินของโลกเป็นทรัพย์สินของเรา

             โดยเฉพาะกรอบคิดเกี่ยวการลงทุน ขนาดใหญ่ (Mega projects) ที่สำคัญไม่ใช่การลงทุนแบบปัจจุบัน แต่เป็นการลงทุนที่เรียกว่า Modernizing Thailand นี่คือศัพท์ที่ใช้เมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2549 เมกะโปรเจคต์แบบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรียกคนมาประมูล แต่ให้เริ่มต้นด้วยการคิดใหม่ (New Idea) หาเงินทุนมาให้ แล้วเข้ามาทำ โดยสามารถทำพร้อมกันในหลายสาขาเลย เช่น ให้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกมาช่วยกันคิดว่า จะทำระบบขนส่งแบบไหนดี หาเงินจากไหน ในรูปแบบใด จะคืนทุนอย่างไร โดยคิดแล้ว ถ้าจะเข้ามาลงทุนก็ต้องเอาเงินมาด้วย จะทำให้ประเทศได้ของที่ดีที่สุดในราคาที่แข่งขัน และเป็นของที่ทันสมัยที่สุด

             ในขณะที่กรอบคิดแบบเดิมๆ จะกำหนดสเปคไว้เรียบร้อยก่อน แล้วต้องซื้อตาม สเปค ซึ่งอาจได้ของล้าสมัย และแพงกว่าปกติ เพราะอาจมีการล็อกสเปคกันไว้

             เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นที่น่าเชื่อถือ วิธีการบริหารก็ใช้วิสัยทัศน์ และผู้นำประเทศมีความเข้มแข็ง มีคนเชื่อถือ และมีความมั่นคงสูง การสั่งงานก็จะได้การตอบรับและได้ผลงานออกมาเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว

             แต่สำหรับรัฐบาลที่มีขึ้นหลังจากการปฏิวัติ ก็มีข้อจำกัดอีกแบบหนึ่ง คือ มีการตรวจสอบ มากขึ้นอย่างมาก ทำให้วิธีการบริหารประเทศเปลี่ยนไป จากเดิมที่จะช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญเติบโต เปลี่ยนไปในแง่ของการตรวจสอบหาความผิดมากขึ้น มีกฎระเบียบและกฎหมายใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งจะคอยตรวจจับหา ความผิดพลาดทุกขั้นตอนในการทำงาน ผู้ปฏิบัติงานอาจถูกตัดสินว่าทำผิดกฎหมายได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่มีเจตนาดี

             ในอนาคตคงต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายให้ ส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ดูเจตนาของผู้ปฏิบัติมากกว่าการตีความตามตัวอักษรเพื่อจับผิด การยึดตามตัวอักษรมากๆ ทำให้ในช่วงหลังๆ ข้าราชการเกรงกลัวที่อาจถูกกล่าวหาว่าทำผิด มากกว่ากล้าที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ การบริหารประเทศจึงล่าช้ามาก เพราะกรอบกฎหมายคอยตรวจสอบเพื่อหาความผิดพลาด ไม่ได้มีกรอบคิดเพื่อส่งเสริมให้คนทำความดี ทำให้คนไม่กล้าทำ ความดี เพราะถ้าทำไปแล้วอาจจะผิดกฎหมายได้

             แม้แต่นักลงทุนต่างชาติก็ถูกตรวจสอบมาก เช่น กฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวฯ มีการรื้อจนกระทั่งนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาอยู่เมืองไทยเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว ก็อาจถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายในเรื่องการเป็นนอมินี ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศถูกย้ายไปลงที่ประเทศอื่นจำนวนมาก

              ดังนั้นการบริหารประเทศในช่วงนี้ จึงยากลำบากพอสมควร นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกก็ยิ่งฉุดเศรษฐกิจในประเทศให้ตกต่ำมากขึ้นเข้าไปอีก

              เริ่มต้นด้วยตลาดหุ้นของเราที่ตกต่ำไปตามตลาดหุ้นทั่วโลก ถ้าประเทศต่างๆ ในโลก ลดการซื้อขาย ลดการเดินทาง ลดการลงทุนระหว่างกัน ประเทศเราจะมีเศรษฐกิจเติบโตได้ดีอยู่ประเทศเดียวคงเป็นไปไม่ได้ เศรษฐกิจโลกทั้งระบบค้าขายไม่คล่อง ประเทศไทยจะค้าขายคล่องอยู่ประเทศเดียว ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

               ช่วงนี้ จึงต้องบริหารเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวัง ถ้าเศรษฐกิจโลกเจริญเติบโตช้า เราก็ต้องยอมรับว่าตัวเราก็จะต้องเติบโตช้าตามไปด้วย เราจึงไม่ควรไปใช้จ่ายมากมายจนหมด ตั้งแต่ต้น เมื่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นเราต้องวางแผนให้ระบบเศรษฐกิจเราอยู่ได้ จนถึงการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลก

            5.คำอธิบายใหม่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ

              ผู้เขียนขอเสนอคำอธิบายใหม่บนรากฐานทฤษฏีของเคนส์ (John Maynard Keynes) และฟรีดแมน (Milton Friedman) กล่าวคือ ข้อเสนอในหนังสือนี้ที่ต่างจากเคนส์ คือเคนส์บอกว่า เศรษฐกิจตกต่ำเพราะความต้องการรวม (โดยเฉพาะการลงทุน) ลดลงไปมาก หนังสือนี้เสนอว่า เศรษฐกิจตกต่ำเพราะปริมาณเงินหายไป มากเกินไป ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจที่หายไป

    (ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือนกันยายน 2552)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.