หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    กรกฏาคม - 2557 
    อา
    พฤ
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    18
    19
    20
    22
    23
    25
    26
    27
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่อน
       
    อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรม...
       
    การคิดค่าเสื่อมของส่วนปรั...
       
    ส่งพนักงานไปเรียนต่อปริญญ...
       
    ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิต...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    การขายที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)

    3_426 

    นื่องจากที่ดินตามหนังสือแจ้งการ ครอบครอง (ส.ค.1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราช-บัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ซึ่งการซื้อขายกระทำได้โดยส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่กันเท่านั้น ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดินแห่งท้องที่ ตามมาตรา 4 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด ประกอบกับได้มีคำ พิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ซื้อขายที่ดิน ส.ค.1 มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 แต่ผู้ขายได้ส่งมอบที่ดินให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองแล้ว ผู้ซื้อย่อม ได้สิทธิครอบครอง กรณีจึงมีปัญหาว่า กรณีซื้อขายที่ดิน ที่มีเพียงสิทธิครอบครอง (ส.ค.1) โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ผู้ขายได้ส่งมอบที่ดินให้ ผู้ซื้อเข้าครอบครองแล้ว ต้องเสียภาษีหรือไม่ และมีภาษีประเภทใดบ้าง อย่างไร บทความนี้จึงขอนำเสนอเนื้อหาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญในเรื่องภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการขายที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) และประเด็นปัญหาน่าสนใจที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติเพื่อยกเป็นกรณีตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้ลงในรายละเอียดปลีกย่อยมากนัก ทั้งนี้ ได้รวบรวมความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านมาประกอบกันโดยมีกรอบการนำเสนอ ดังนี้

    1. ความรู้เบื้องต้น

    2. ประเด็นปัญหา

    3. ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

    1.ความรู้เบื้องต้น

    1.1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    สิทธิครอบครอง คือ สิทธิที่จะยึดถือทรัพย์สินไว้เพื่อตน ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1367 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่า "บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง"

    บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิครอบครองดังกล่าว จะใช้บังคับได้กับทรัพย์สินทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์2 ก็ตาม แต่สิทธิครอบครองส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักจะ เกี่ยวกับที่ดินมือเปล่า คือที่ดินซึ่งไม่มีโฉนดตราจอง ตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน หรือโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินมือเปล่านั้น เจ้าของมีได้เพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น แม้ว่าจะครอบครองมาช้านานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์3

    เมื่อที่ดินมือเปล่าเจ้าของมีได้เพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ฉะนั้น แม้ว่าการซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือให้ จะมิได้ทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่ามีการโอนสิทธิครอบครองหรือ สละสิทธิครอบครองให้แล้ว4 เพราะการโอนสิทธิครอบครองก็ดี การสละสิทธิครอบครองก็ดี ไม่ต้องทำตามแบบอย่างใด ผู้รับโอนจึงได้สิทธิครอบครองไปทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี ตามมาตรา 1375 แห่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 5

    ผู้มีสิทธิครอบครองมีสิทธิโอนสิทธิครอบครองได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1378 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่า "การโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นย่อมทำได้โดยส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครอง"

    คำว่า การครอบครองตามมาตรานี้ ย่อมจะหมายถึงสิทธิครอบครอง มิใช่ครอบครองยึดถือทรัพย์สินตามธรรมดา ฉะนั้น สิทธิครอบครอง จึงสามารถโอนให้แก่กันได้โดยเพียงแต่ส่งมอบทรัพย์สินที่ตนมีสิทธิครอบครองให้ผู้รับโอนโดย ไม่ต้องทำตามแบบอย่างใด6

    1.2 ประมวลกฎหมายที่ดิน

    ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองในที่ดิน ซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่"

    มาตรา 4 ทวิ แยกเป็น 2 กรณี คือ

    (1) การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดิน

    (2) การโอนสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์

    ทั้งสองกรณีจะต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

    จะเห็นได้ว่าตามมาตรา 4 ทวิ มิได้กำหนดบังคับให้ที่ดิน ส.ค.1 ต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าดูมาตรา 5 มาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 24977 แล้ว จะเห็นได้ว่า ที่ดินดังกล่าวกฎหมายห้ามโอนโดยเด็ดขาด นอกจากตกทอดโดยทางมรดก และในการโอนที่ดินทางมรดกจะต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ กรณีดังกล่าว ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว อาจทำให้เข้าใจ ได้ว่า ที่ดินที่มีใบไต่สวน ใบจอง ส.ค.1 เมื่อจะมีการโอนสิทธิครอบครองให้แก่กันไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ใช้ได้ เพราะมาตรา 4 ทวิ มิได้บังคับไว้ อย่างไรก็ดี มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ซื้อขายที่ดิน ส.ค.1 มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 แต่ผู้ขายได้ส่งมอบที่ดินให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองแล้ว ผู้ซื้อย่อมได้สิทธิครอบครอง 8

    1.3 ประมวลรัษฎากร

    สิทธิครอบครอง
    ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "สิทธิครอบครอง" หมายความรวมถึง สิทธิครอบครองในการครองอสังหาริมทรัพย์

    ความหมายของคำว่าสิทธิครอบครองในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร อาจมีความหมายแตกต่างไปจากความหมายในกฎหมายอื่นได้ เช่น มาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า "สิทธิในที่ดิน" หมายความว่า กรรมสิทธิ์และให้ความหมายรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย แต่ไม่ได้บอกว่า สิทธิครอบครองคืออะไร ส่วนมาตรา 1367 แต่ก็ไม่ได้อธิบายขยายออกไปว่าสิทธิครอบครองนั้นคืออะไรไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ตามประมวลรัษฎากรให้ความหมายถึงการเข้าถือครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้สิทธิปกครองยึดถือไว้เพื่อตนเองไม่ว่าในรูปของกรรมสิทธิ์หรือแต่เพียงการที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเข้ามาอยู่ในการปกปักรักษาดูแลอย่างกับว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของที่ถูกต้องแท้จริง ก็จัดเป็น "สิทธิครอบครอง" ตามประมวลรัษฎากร9

    • ภาษีเงินได้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เป็นบททั่วไปที่ใช้บังคับทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล

    คำว่า "ขาย" หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใดและ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึง

    (1) ขาย แลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราช-กฤษฎีกา

    (2) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาท ซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

    จากบทนิยามดังกล่าว คำว่า "ขาย" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร มีความหมาย กว้างกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือนอกจากจะหมายถึงขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังหมายความรวมไปถึงสัญญาขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ตลอดทั้งการกระทำประการหนึ่งประการใด อันเป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหา-ริมทรัพย์นั้นตกไปเป็นของบุคคลอื่นไม่ว่ากรณีใด โดยบุคคลผู้นั้นหรือแม้แต่บุคคลอื่นกระทำขึ้นก็ตาม แม้แต่เกิดจากผลของกฎหมาย และไม่คำนึงว่ากรณีดังกล่าวนั้นจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ได้รับค่าตอบแทนก็ตาม10 ดังนั้น ภาระภาษีเงินได้นั้น ตามประมวลรัษฎากรกำหนดให้ ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้ และเสียภาษีโดยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายในขณะมีการจดทะเบียนโอน ณ สำนักงานที่ดินที่อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายนั้นตั้งอยู่ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ขายจะเป็น ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เพื่อกรมสรรพากร

    (ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือนกรกฎาคม 2552)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     
     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.