หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    พฤศจิกายน - 2560 
    อา
    พฤ
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    14
    15
    18
    19
    23
    25
    26
    28
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่อน
       
    อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรม...
       
    ซื้อกระเช้าปีใหม่
       
    เงินได้ตาม ม.40(2)
       
    กรณีบริษัทรับเงินสนับสนุน...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    หลักเกณฑ์ยกเว้นภาษี 5,000 บาท สำหรับเงินได้ประเภทที่ 2-8
    ระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 480) .. 2552       ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ             วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้มีเงินได้อย่างสำคัญ         โดยเนื้อหาของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้กำหนดไว้ว่า มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร  ให้แก่ผู้มีเงินได้สำหรับภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 48(2) เฉพาะกรณีผู้มีเงินได้มีภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นจำนวนไม่เกินห้าพันบาทในปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.. 2552 เป็นต้นไปผู้มีเงินได้ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ให้คงมีหน้าที่ในการคำนวณเสียภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 48(1)คำถามที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ในเกณฑ์       ได้รับสิทธิดังกล่าวข้างต้นก็คือ การยกเว้นภาษีเงินได้ 5,000 บาทนั้น จะยกเว้นอย่างไร  คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วมีภาษีที่คำนวณได้ไม่เกิน 5,000 บาท ก็เป็นอันได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีใช่หรือไม่ จึงขอสรุปแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับผลของกฎหมาย ดังกล่าวมาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์ที่ยกเว้นภาษีให้ตามถ้อย      คำของกฎหมายฉบับดังกล่าว กำหนดให้ยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากการคำนวณจากยอดเงินได้ประเภทที่ 2 ถึงประเภทที่ 8 ตามมาตรา 48(2) แห่งประมวลรัษากร เท่านั้น นั่นคือหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรนั้น มีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 วิธีคือ วิธีที่ 1 คำนวณตามมาตรา 48(1) และ  วิธีที่ 2 คำนวณตามมาตรา 48(2)วิธีที่ 1  ประมวลรัษฎากรกำหนดให้เงินได้ทุกประเภทต้องคำนวณตามมาตรา 48(1)   ทุกกรณี (ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 470) .. 2551)  โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา     =      เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา                 (เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมินค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อน)วิธีที่ 2  เป็นวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(2) แห่งประมวล-รัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 2 – 8 (เงินได้ตามมาตรา 40 (2) – (8) ที่มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 60,000 บาท) โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา   =     ยอดเงินได้ประเภทที่ 2 – 8 x 0.5                                                                       100ดังนั้น ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 – 8 จึงต้องคำนวณภาษีทั้ง 2 วิธีข้างต้นเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาจำนวนเงินภาษีที่คำนวณได้ หากท่านคำนวณภาษีเงินได้ตามวิธีที่ 2 แล้วไม่เกิน 5,000 บาทซึ่งได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว แต่คำนวณภาษีเงินได้ตามวิธีที่ 1 แล้ว  มีจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสีย ก็ถือว่ามีเงินภาษี        ที่ต้องเสียจากการคำนวณตามวิธีที่ 1 ตัวอย่างที่ 1   นาย ก. คนโสดเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง มีเงินได้จากกิจการดังกล่าว ทั้งปี 2552 จำนวน 600,000 นาย ก. ต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนี้ (เงินได้จากการเปิดร้านอาหารเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามมาตรา 8(7) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) .. 2502) จะเห็นได้ว่าคำนวณตามวิธีที่ 2 มีจำนวนภาษีมากกว่าวิธีที่ 1 แต่ภาษีที่คำนวณได้ตาม      วิธีที่ 2 มีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งได้รับยกเว้นภาษี ดังนั้น นาย ก. จึงต้องเสียภาษีตาม   วิธีที่ 1 จำนวน 1,500 บาทตัวอย่างที่ 2    นาย ข. คนโสดเปิดร้านขายของชำ มีเงินได้จากกิจการดังกล่าวทั้งปี 2552 จำนวน 900,000 นาย ข. ต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนี้ (เงินได้จากการขายของชำเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามมาตรา 8(25) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) .. 2502)ตัวอย่างที่ 3     นาย ค. คนโสดเปิดร้านขายเสื้อผ้า โดยซื้อมาแล้วขายไป มีเงินได้จากกิจการดังกล่าวทั้งปี 2552 จำนวน 1,100,000 นาย ค. ต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังนี้ (เงินได้จากการขายเสื้อผ้าเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามมาตรา 8(25) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) .. 2502)     จะเห็นได้ว่า การคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 มีจำนวนภาษี 5,500 บาท ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพราะจำนวนเกิน 5,000 บาท และเป็นจำนวนภาษีที่คำนวณได้มากกว่าวิธีที่ 1         ดังนั้น นาย ค. จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามวิธีที่ 2 จำนวน 5,500 บาทการจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระ-       ราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 480) .. 2552         ซึ่งมีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.. 2552 เป็นต้นไป นั้น  มิใช่ว่าจะได้รับยกเว้นภาษีโดยทันทีทุกกรณี           ผู้มีเงินได้จะต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์           ดังตัวอย่างข้างต้นเสียก่อน จึงจะสรุปได้ว่าท่านมีเงินภาษีที่ต้องชำระหรือไม่ เพื่อจะไม่ต้องรับผิดเสียภาษีเพิ่มเติมและเงินเพิ่มในภายหลังโดย ใช่เหตุ 

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.